ภาพหัวบล็อก

วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554

โรคลำไส้แปรปรวน Irritable Bowel Syndrome (IBS)

ตอนนี้มารู้เรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพบ้างดีกว่านะ วันนี้ขอนำเสนอโรคลำไส้แปรปรวน(IBS)

เกิดจากความผิดปกติในการ เคลื่อนตัวของลำไส้ จากการสำรวจประชากรทั่วไปในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่ามีคนที่มีอาการกลุ่มโรค นี้ ประมาณร้อยละ10-20 และเป็นสาเหตุให้คนหยุดงานเป็นที่สองรองจากโรคหวัดในประเทศญี่ปุ่นพบร้อยละ 25 แต่การสำรวจในประเทศไทยโดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน พบประมาณร้อยละ 4.6-6.9



กลุ่มอาการลำไส้แปรปรวน
กลุ่มอาการลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome-IBS) เป็นกลุ่มอาการที่ประกอบด้วยอาการปวดท้องและการแปรปรวนของการถ่ายอุจาระโดยไม่มีพยาธิสภาพที่ทุก ๆอวัยวะในร่างกายมีหลักฐานว่าอาการเหล่านี้เกิดจากความผิดปกติในการเคลื่อนตัวของลำไส้ จากการสำรวจประชากรทั่วไปในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่ามีคนที่มีอาการกลุ่มโรค IBS ประมาณร้อยละ10-20 และเป็นสาเหตุให้คนหยุดงานเป็นที่สองรองจากโรคหวัด ในประเทศญี่ปุ่นพบร้อยละ 25 แต่การสำรวจในประเทศไทยโดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน พบประมาณร้อยละ 4.6-6.9 เท่านั้น


สาเหตุและการเกิดโรค
สาเหตุของโรคยัง ไม่ทราบแน่ชัด ความรู้ที่มีอยู่ในปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยไม่มีความผิดปกติทางพยาธิวิทยา แต่มีความ
ผิดปกติเกี่ยวกับการเคลื่อนตัวของลำไส้โดยเฉพาะอย่างยิ่งลำไส้ใหญ่ หรืออาจเกิดจากประสาทรับความรู้สึกไวกว่าปกติ
หรือมีความผิดปกติในการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อของลำไส้ใหญ่โดยสมอง ซึ่งสามารถอธิบายการเกิดอาการ
ได้พอสมควรแม้จะไม่สมบูรณ์นัก และยังมีข้อขัดแย้งอยู่บ้าง

ลักษณะทางคลินิก
ผู้ป่วย IBS จะเริ่มมีอาการในวัยหนุ่มสาว หรืออายุไม่เกิน 40 ปี ถ้าผู้ป่วยมีอาการครั้งแรก เมื่ออายุมากแล้ว แพทย์
ควรคำนึงถึงโรคอื่นก่อนการเริ่มต้นของอาการ มีลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป และไม่รุนแรง ผู้ป่วยส่วนมากจึงจำวันเริ่ม
มีอาการไม่ได้ เป็นโรคเรื้อรังที่มีอาการแบบเป็นแล้วหายแล้วอาการกำเริบใหม่ ระยะเวลาที่มีอาการและระยะเวลาที่หาย
อาจนานเป็นสัปดาห์ เป็นเดือนหรือเป็นปี โดยมีอาการหลัก 2 ประการ คือ อาการปวดท้องส่วนใหญ่ที่ท้องน้อย อาการ
ปวดท้องจะดีขึ้นหลังถ่ายอุจจาระ และการแปรปรวนของการถ่ายอุจจาระ (ท้องผูก , ท้องเสียหรือทั้งสองอย่าง)
ท้อง อืดมีลมมากในท้อง ถ่ายมีมูก กลั่นอุจาระไม่อยู่ ปวดบริเวณทวารหลัก ในสตรีอาจมีอาการมากขึ้นในขณะมี
ประจำเดือน ถ้าอาการทั้งสองประการมีความสัมพันธ์กันก็ง่ายต่อการวินิจฉัยขึ้น ลักษณะอาการของผู้ป่วยแต่ละราย
แตกต่างกัน แต่ผู้ปวดรายเดียวกัน ทุกครั้งที่อาการกำเริบจะมีรูปแบบเหมือนกัน ฉะนั้น ถ้าผู้ป่วยที่มีอาการแตกต่างไป
จากเดิม แพทย์ต้องคำนึงด้วยว่าอาจจะเกิดจากโรคอื่น


การวินิจฉัยโรค
เนื่อง จาก IBS เป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุและไม่มีพยาธิสภาพ การวินิจฉัยโรคจึงต้องอาศัยกลุ่มอาการเป็นหลัก
โดยอาจยึดหลัก 3 ประการได้แก่

1. อาการปวดท้องเรื้อรังหรือเป็น ๆ หาย ๆ โดยไม่ต้องเป็นติดต่อกัน แต่รวมเวลาที่มีอาการแล้วนานเกิน 3
เดือน ใน 12 เดือนที่ผ่านมา

2. อาการปวดท้องที่มีลักษณะต่อไปนี้
- ปวดบริเวณครึ่งล่างของท้อง
- ทุเลาด้วยการถ่ายอุจจาระ
- กระตุ้นให้ปวดด้วยการรับประทานอาหาร
- กระตุ้นให้ปวดด้วยความเครียด
- ไม่ตื่นกลางดึกเพราะปวดท้อง
3. อาการแปรปรวนของการถ่ายอุจจาระและลักษณะอุจจาระ
อุจจาระที่ถ่ายแต่ละครั้ง มีปริมาณน้อยไม่ว่าจะเป็นท้องผูกหรือท้องเดินและไม่ตื่นกลางดึกมาถ่ายอุจจาระ

เหมือนขาดอะไรไปซักอย่าง

"เหมือนยามเช้าขาดแสงอาทิตย์ เหมือนชีวิตขาดชีวา เหมือนดวงจันทร์ขาดฟ้า เหมือนน้ำตาขาดใจ ทุกสิ่งดูไม่เคยสมบูรณ์อีกต่อไป..
เมื่อฉันขาด.. เธอ.."




พักสมองมาฟังเพลงกันดีกว่านะครับ

คลายเครียดก่อนสอบนะครับ^^

เพลงนี้เป็นเพลงที่ฟังแล้ว ความหมายดีมาก!! เพลงลูกอม..ชื่อเพลงก็แสนจะน่ารักเลยเนอะ ว่ามั้ย
คนแต่งต้องเป็นคนที่โรแมนติกมากแน่ๆเลย

เคยสงสัยเรื่องเล่านี้กันบ้างไหมครับ??


คนโบราณที่เป็นชนเผ่าเล็กๆไม่ใช่มหาอำนาจทางการทหารอย่าง อียิปต์ สุเมเรีย หรือบาบิโลเนีย สามารถสร้างสรรสิ่งใหญ่โตและมีความหมายลึกลับได้อย่างไรกัน? เอากำลังข้าทาสบริวารที่ไหนมายกหินก้อนใหญ่หนักนับสิบตัน ก้อนแล้วก้อนเล่าขึ้นซ้อนกันเป็นป้อมกำแพงมโหฬาร เอาเทคนิคและแบบแปลนที่ไหนมาตัดถนนยาวกว่า 6000 ไมล์ กว้าง 7 เมตร ซึ่งถนนที่ว่ามีพร้อมทุกอย่าง ทั้งช่วงที่เป็นสะพานข้ามน้ำ ทางเบี่ยง ทางเป็นขั้นฯลฯ เอาความรู้เรื่องระบบระบายน้ำทันสมัยมาจากที่ใด และเหนือสิ่งอื่นทั้งหมด เส้นที่ลากตัดกัน ลักษณะเหมือนรันเวย์ขนาดยักษ์ กับรูปเสาอากาศมหึมานั้นทำขึ้นด้วยวัตถุประสงค์อะไร?



เอาล่ะครับ เรามาพิศกันช้าๆทีละหัวข้อดูนะครับ
มาดูอารยธรรมนาซก้ากัน ก่อน ภูมิประเทศแถบนี้มีทั้งที่ราบและภูเขา ซึ่งล้วนแล้วแต่ทุรกันดารและแห้งแล้งอย่างทารุณ ตรงส่วนที่ราบนั่นแหละครับ ถ้าใครได้เครื่องบิน แล้วมองลงมา จะเห็นอะไรบางอย่างรูปร่างเดาไม่ถูกอยู่บนพื้นอย่างถนัดชัดเจน

นักโบราณคดีเรียกตรงนั้นว่า "ถนนของชาวอินคา" คนละอันนะครับกับถนนหลายพันไมล์ที่พูดมาแล้วตะกี้นี้ อันนี้จะเป็น เส้นตรงตัดกันมากมาย ลักษณะเหมือนกับเส้นทางเรขาคณิต ไม่มีใครอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างน่าเชื่อเลย พอล โกซอส นัก โบราณคดีผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ได้ให้ทฤษฎีว่า เส้นเรขาคณิตบนพื้นที่กว่า 30 ไมล์ ของที่ราบนนาซก้านั้น เป็นแผนที่มหึมา ชี้ตำแหน่งดวงดาวต่างๆในจักรวาล แต่ยังไม่มีใครเห็นด้วย เพราะว่าเท่าที่ดูมันเหมือนรันเวย์เสียมากกว่า

เป็นไปได้หรือไม่ว่านี่คือรันเวย์สำหรับจานบินของสุริยเทพ ที่เสด็จลงมาเยือนชาวอินคาเป็นครั้งเป็นคราวในสมัยก่อน

ความแปลกของรันเวย์นี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวมันหรอกครับ หากอยู่ที่การสร้างมันต่างหาก ถ้าหากชาวอินคาหรือชนสมัยก่อนอินคาสร้างขึ้นจริง เค้าจะทำกันได้อย่างไรล่ะครับ ในเมื่อเส้นเรขาคณิตนี้ ต้องใช้วิธีการสมัยใหม่ คือการบินสำรวจทางอากาศเป็นเครื่องช่วย จึงจะสามารถตัดเส้นขนานแต่ละเส้นได้ตรงเด๊ะ เป็นระยะทางยาวเหยียดขนาดนั้น

จะเป็นไปได้ไหมว่า เส้นเรขาคณิตแห่งนาซก้านี้ สร้างขึ้นโดยความควบคุมของพระเจ้า เพื่อบอกทางแก่สุริยเทพให้นำยานลงอย่างถูกต้องตรงจุดนี้?

วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554

แนะนำตัว

หลังจากที่ได้เริ่มสร้างบล็อกนี้มาสักพัก....แต่ยังไม่ได้มีการแนะนำตัวผู้สร้างบล็อกเลย
วันนี้เลยถือโอกาสแนะนำตัวกัน


ชื่อจริง นามสกุลจริง - - อภิวัฒน์ ไชยรักษ์
ชื่อเล่น - - บอย Boyd
เพื่อชอบเรียกกัน - - เป็ด!!


เกิดวันเสาร์ ที่ 25 สิงหาคม 2533
บ้านเกิดอยู่ ร้อยเอ็ด เด้อคับ

ปัจจุบัน - กำลังศึกษาคณะสัตวแพทยศาสตร์และสัตวศาสตร์
สาขา สัตวศาสตร์ ชั้นปีที่ 3

e-mail - toomtam_poi@hotmail.com

นอกจากผมจะชอบสัตว์แล้ว ยังชอบที่จะเล่นดนตรีด้วยนะ
และเครื่องดนตรีที่ผมชอบมากๆก็คือ - Trumpet

ยังไงก็ต้องขอบคุณเพื่อนๆที่เข้ามาติดตามบล็อกของผมด้วยนะค๊าบบบ^^

9 สัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก


1. หมาที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลก (ไม่ใช่สูงนะ)หมา ยักษ์ตัวนี้มีชื่อว่าHercules มันถูกบันทึกโดยGuinness Recordว่าเป็นหมาที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลก Herculesเป็นหมาพันธุ์นึงของอังกฤษ มีรอบคอกว้าง38นิ้ว และน้ำหนักตัวถึง282ปอนด์ หมายักษ์อายุ3ขวบตัวนี้มีขนาดใหญ่และหนักกกว่ามาตรฐานถึง200ปอนด์ เจ้าของได้บอกว่าเค้ก็เลี้ยงดูมันปกติ ไม่ได้มีอะไรที่พิเศษ"ผมก็ให้อาหารมันปกตินะ แล้วมันก็โตเอาโตเอาแล้วก็โตเอา"


2. ม้าที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลกม้า ตัวนี้ชื่อRadarเป็นม้าพันธุ์เบลเยี่ยม ถือเป็นม้าที่ยังมีชีวิตอยู่ที่สูงที่สุดในโลก มันมีขนาดยักษ์ สูงถึง6ฟุต 7นิ้วครึ่ง โดยวัดจากกีบเท้าไปจนถึงช่วงไหล่ เป็นม้าจากMount Pleasant ซึ่งอยู่ในรัฐTexas เนื่องจากมันมีน้ำหนักตัวถึง2,400ปอนด์ จึงทำให้มันก็ต้องการอาหารมากกว่าปกติ มันต้องการน้ำถึง20แกลลอนต่อวัน และกินอาหารถึงวันละ18ปอนด์เลยล่ะ

3. วัวที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลกมันตัวใหญ่พอๆกับช้างขนาดเล็กเลย มันมีชื่อว่าChilli วัวหนุ่มยักษ์ตัวนี้สูงถึง6ฟุต6นิ้ว และมีน้ำหนักเกิน1ตันซะอีก


4. หมูที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลก
พิพิธภัณฑ์การเกษตรและกสิกรรมของจังหวัดLiaoningซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียง เหนือของประเทศจีน ได้ยื่นคำร้องต่อGuinness Book of Recordsให้บันทึกหมูที่มีน้ำหนักตัวถึง900กิโลกรัมตัวนี้ให้เป็นหมูตัวที่ ใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีมา หลังจากที่มันได้ตายไปเมื่อวันที่5กุมภาพันธ์ ตอนที่มันตายนั้น มันมีความยาวถึง2.5เมตร มีรอบเองถึง2.23เมตร และเขี้ยวยาว14.4เซนติเมตร ตามที่Xu Changjin ชาวนาเมืองWafangdianได้บอกว่า หมูตัวนี้มีอายุแค่5ปีเท่านั้น และตลอดเวลาที่มันมีชีวิตอยู่ เค้าได้เลี้ยงมันด้วยอาหารคุณภาพอย่างดี


5. ปลาบึกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกปลา บึกแห่งแม่น้ำโขงตัวนี้เป็นปลาน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยความยาวถึง2.7เมตร และน้ำหนักตัวถึง646ปอนด์ มันมีขนาดใหญ่พอๆกับหมีGrizzlyเลยทีเดียว ปลาบึกตัวนี้ถูกจับได้ในภาคเหนือของประเทศไทยโดยนักตกปลาท้องถิ่นเมื่อ ปี2005 และอาจเป็นปลาน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยบันทึกเอาไว้ นักตกปลาหลายคนอาจมองว่ายังมีปลาที่ตัวใหญ่กว่านั้นในแม่น้ำ เช่นปลาSturgeon ซึ่งอพยพไปมาระหว่างแม่น้ำและทะเล เพราะฉะนั้นมันจึงไม่ถูกนำมาพิจารณาว่าเป็นพันธุ์ปลาน้ำจืด


6. หมาที่ตัวสูงที่สุดในโลก(เพิ่งตายเมื่อไม่นานมานี้)Hercules อาจเป็นหมาที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลก แต่หมาที่ตัวสูงที่สุดในโลกที่Guinness World Recordsได้บันทึกไว้นั้นคือสุนัขพันธุ์Great Daneที่มีชื่อว่าGibsonตัวนี้ ซึ่งมีน้ำหนัก170ปอนด์ และสูงถึง7ฟุต สูงกว่านักบาสNBAส่วนใหญ่ซะด้วยซ้ำ


7. สัตว์สายพันธุ์แมวที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลกJungle Islandที่รัฐMiamiถือเป็นบ้านของLiger(การผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างสิงโตตัว ผู้กับเสือตัวเมีย)มันมีชื่อว่าHercules เป็นLigerที่ถือว่ามีรูปร่างพอดีไม่อ้วนเกินไป ที่ตัวใหญ่ที่สุด LigerถูกบันทึกในGuinness Book Of World Recordsว่าเป็นสัตว์สายพันธุ์แมวที่มีขนาดใหญ่ที่ในโลก โดยมีน้ำหนักตัวถึง900ปอนด์


8. ปลากระเบนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เท่าที่เคยจับได้มัน ต้องใช้เวลาถึงชั่วโมงครึ่ง กับคนอืก13คน ถึงจะลากมันขึ้นมาจากน้ำได้ เมื่อเอามาชั่งน้ำหนักแล้ว มันมีน้ำหนักตัวถึง55stone(1 stone = 6.35029318 kilograms) ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจ เมื่อIan Welchคนที่พยายามจะดึงมันขึ้นมาคนแรก ถึงกํบเกือบตกลงไปในแม่น้ำด้วยแรงดึงของมัน นักตกปลาจากAldershot,Hampshireได้มาตกปลาที่ประเทศไทย ปลากระเบนตัวนี้ถือเป็นปลาน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่จับโดยใช้คัน เบ็ด ปลากระเบนตัวนี้มีลำตัวยาว7ฟุตและเมื่อรวมหางแล้วก็เท่ากับ10ฟุต


9. ฉลามที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เท่าที่เคยจับได้ฉลาม วาฬยักษ์ตัวนี้ถูกจับได้ริมชายฝั่งของประเทศจีนโดยกลุ่มชาวประมงกลุ่มนึง มันมีขนาดตัวยาว10เมตร และน้ำหนักตัว8ตัน ฉลามวาฬถือเป็นปลามีชีวิตที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ถูกประเมินว่าพวกมันอาจมีขนาดถึง18เมตรเลยทีเดียว โดยพวกมันมักจะอาศัยอยู่ในน้ำอุ่นแนวชายฝั่งและทะเลเปิด และจะใช้เวลาส่วนใหญ่บนผิวน้ำ

วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554

เริ่มแรกมีรถเมล์ในประเทศไทย

ปี พ.ศ. 2428 ประเทศไทยมีรถเทียมม้า ซึ่งเรียกกันว่า "รถเมล์" และวิ่งตามเส้นทางเรือเมล์ที่มีอยู่ก่อนแล้ว แต่ให้บริการอยู่ประมาณ 2 ปี จึงเลิกกิจการเนื่องจากมีการนำรถรางเข้ามาใช้แล้ว ปี พ.ศ. 2450 พระยาภักดีนรเศรษฐ หรือ นายเลิศ เศรษญบุตร เริ่มกิจการรถเมล์ขึ้นอีกครั้ง ให้บริการระหว่าง สะพานยศเส (สะพานกษัตริย์ศึก) กับตลาดประตูน้ำ ซึ่งเป็นต้นทางเรือเมล์ของนายเลิศในคลองแสนแสบด้วย เส้นทางนี้ยังไม่มีรถราง กิจการรถเมล์จึงไปได้ดี

ปี พ.ศ. 2456 นายเลิศนำรถยี่ห้อฟอร์ดเข้ามาให้บริการ และขยายเส้นทางไปถึงบางลำพู ย่านการค้าที่สำคัญของยุคนั้น ขนาดของรถใกล้เคียงกับรถม้า มี 3 ล้อ มีที่นั่งเป็นม้ายาว 2 แถว และนั่งได้ประมาณ 10 คน ขณะวิ่งจะมีเสียงโกร่งกร่าง ผู้คนจึงเรียกกันว่า "อ้ายโกร่ง" แต่บางคนเรียกว่า "รถเมล์ขาวนายเลิศ" เนื่องจากตัวรถมีสีขาว และมีเครื่องหมายกากบาทสีแดงในวงกลม

ด้วยนโยบาย "สุภาพ ซื่อสัตย์ ประหยัด ทันใจ เอากำไรน้อย บริการผู้มีรายได้น้อย" ทำให้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น กิจการก็เติบโตขึ้นด้วย จึงมีการพัฒนาเป็นรถ 4 ล้อ ที่ออกแบบขึ้นเอง มีที่นั่ง 2 แถวด้านข้าง ขยายเส้นทางออกไปอีกหลายสาย และมีผู้ประกอบการรายอื่นเพิ่มขึ้นมา รวมแล้วประมาณ 30 ราย ให้บริการไปทั่วกรุงเทพฯ ตัวรถเมล์มีทั้งสีแดง เหลือง และเขียว

ปี พ.ศ. 2497 เริ่มมีการจัดระเบียบรถเมล์ โดยรัฐบาลออก พ.ร.บ. ขนส่ง ควบคุมให้ผู้ประกอบการต้องขอใบอนุญาตก่อนทำกิจการรถเมล์

ปี พ.ศ. 2518 รัฐบาลสมัยของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช (หม่อมน้อง) ให้รวมกิจการรถเมล์ในกรุงเทพฯ เป็นบริษัทเดียวกัน คือ บริษัทมหานครขนส่ง จำกัด ซึ่งอยู่รูปแบบของรัฐวิสาหกิจ โดยรัฐและเอกชนถือหุ้นพอๆ กัน ต่อมาในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2519 รัฐบาลสมัยของ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช (หม่อมพี่) ได้ออกพระราชกฤษฎีการวมกิจการของ บริษัทมหานครขนส่ง จำกัด เข้ากับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ (ขสมก.) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคม

กิจการรถเมล์ขาวนายเลิศ ที่ดำเนินการมาเป็นเวลา 70 ปี ในขณะนั้นได้รับสัมปทานเดินรถ 36 สาย มีจำนวนรถ 700 คัน และมีพนักงานถึง 3,500 คน จึงเลิกกิจการไปในปี พ.ศ. 2520 โดยอู่รถเมล์ขาวนายเลิศเดิม ได้กลายเป็นสถานที่ตั้งของโรงแรมปาร์คนายเลิศ ณ ถนนวิทยุ ในปัจจุบันนั่นเอง